แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - mau2012nara9

หน้า: [1]
1


อาการท้องอืดแม้ว่าจะไม่ใช่อาการบาดเจ็บคอขาดบาดตายอะไรมาก แต่ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายท้องจนนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย จนต้องวิ่งไปหายามาทานกันวุ่นไปหมด ดังนั้นถ้าเป็นไปได้หลังจากทานอาหารอร่อยๆ แล้ว ไม่มีใครอยากมีอาการท้องอืดให้รำคาญใจอย่างแน่นอน

สาเหตุที่ทำให้ท้องอืดมีมากมาย ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหารในแต่ละคนที่อาจทำงานไม่เหมือนกัน พฤติกรรมในการทานอาหารมากน้อย เวลาในการทาน หรือแม้กระทั่งอาหารที่อาจทำให้ท้องอืดได้

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ทำให้ท้องอืด 100% แต่อาจจะพอให้คุณสังเกตตัวเองได้ว่า ก่อนหน้านี้คุณทานอาหารเหล่านี้เข้าไปหรือไม่ เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้คุณท้องอืดได้โดยที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน

    ผลิตภัณฑ์จากนม

ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการแพ้จากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม แต่ก็มีบางคนที่ระบบย่อยอาหารมีปฏิกิริยากับแลคโตส และเคซีนที่อยู่ในนม ดังนั้นหากก่อนหน้าที่จะมีอาการท้องอืด 3-4 ชั่วโมง คุณทานอาหารที่ทำจากนมเข้าไป ลองงดอาหารเหล่านี้ดูสัก 2-3 อาทิตย์ แล้วสังเกตตัวเองว่ายังมีอาการท้องอืดอยู่หรือไม่

    กลูเตน

กลูเตน เป็นโปรตีนที่พบได้ในเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ อาจมีบางคนที่มีปฏิกิริยากับอาหารที่มีกลูเตน หรืออาจเป็นโรคแพ้กลูเตน (celiac disease) หากคุณท้องอืด อาจจะลองดูว่าคุณเพิ่งทานพาสต้า โดนัท ซีเรียล หรืออาหารที่ทำจากแป้งสาลีหรือไม่

    ถั่วเหลือง

อาหารจากถั่วเหลืองอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้เกิดอาการท้องอืดได้เช่นกัน ดังนั้นลองสังเกตตัวเองดูว่าเพิ่งทานเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลืองไปหรือเปล่า

    ใยอาหาร

เรามักถูกสอนว่าให้ทานอาหารที่มีกากใยอาหารเยอะๆ เพื่อช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ คือทานแล้วจะถ่ายคล่องขึ้นนั่นเอง แต่การทานอาหารที่มีกากใยอาหารมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ท้องอืดได้เช่นกัน ผลไม้อย่างแอปเปิ้ล และลูกแพร์ จะมีเพกทิน ที่จะทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องไปได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น เพราะเพกทินจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำได้ช้าลง แต่หากระบบย่อยอาหารทำได้ช้าลง ก็จะทำให้เรารู้สึกท้องอืดได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณอยากทานอาหารที่มีใยอาหารมากๆ อย่าลืมดื่มน้ำตามมากๆ ด้วย เพื่อช่วยให้ร่างกายลำเลียง และย่อยกากใยอาหารได้ง่ายขึ้น

    ถั่ว

ถั่วก็เป็นอาหารที่มีใยอาหารสูงเช่นกัน ดังนั้นหลังทานถั่วควรดื่มน้ำตามให้มากขึ้นด้วย เพื่อป้องกันอาการท้องอืด

    อาหารน้ำตาลสูง

เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เราควรลดน้ำตาล เพราะน้ำตาลอาจเป็นอาหารของเหล่าแบคทีเรียในท้องของเราได้ และเมื่อแบคทีเรียเหล่านั้นปล่อยแก๊สออกมา ก็จะทำให้เราท้องอืด

    ผักตระกูลกะหล่ำ

กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี่ และกะหล่ำดาว เป็นพืชที่สามารถสร้างแก๊สในกระเพาะอาหารได้มากมาย โดยเฉพาะหากใครทานผักเหล่านี้แบบดิบ จะยิ่งมีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ วิธีแก้ง่ายๆ คือทานผักเปล่านี้โดยปรุงให้สุก และอย่าทานมากเกินไป

    อาหารไขมันสูง

เช่นเดียวกันกับอาหารที่มีกากใยสูง อาหารไขมันสูงอย่างอาหารทอดๆ ผัดๆ จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง และเมื่อมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น ก็จะทำให้มีอาการท้องอืดได้ง่ายขึ้น ใครที่ทานปิ้งย่างแล้วท้องอืด ก็ไม่ต้องสงสัยกันอีกต่อไป

    อาหารเค็ม

แม้ว่าโซเดียมจะไม่ได้สร้างแก๊สในกระเพาะอาหาร แต่ทำให้ร่างกายบวมน้ำ ดังนั้นคุณจึงอาจดูบวมๆ หรือท้องอืดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อาหารที่กล่าวมาอาจไม่ได้ทำให้คุณมีอาการท้องอืดได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราเองที่ต้องสังเกตอาการของตัวเองไปเรื่อยๆ แต่หากคุณมีอาการท้องอืดบ่อยผิดปกติ อาจจะลองทานอาหารให้น้อยลง หรือปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป

???? ????????????



2


เคยได้ยินเรื่องสัญญาณมือถือทำลายสมองกันบ้างไหมคะ บ้างก็ว่าเสี่ยงมะเร็งสมอง หรือบางคนอาจได้ยินมาว่าทำให้เสี่ยงสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ แท้ที่จริงแล้วสัญญาณโทรศัพท์ทำลายสุขภาพเราได้ขนาดนั้นหรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

 

สัญญาณมือถือ ก่อมะเร็ง-สมองเสื่อม?

สัญญาณโทรศัพท์ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นไมโครเวฟ โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดให้มีความเสี่ยงในการก่อโรคมะเร็งเพียงระดับ 2B เท่านั้น หมายถึง อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่อยู่ในระดับความเป็นไปได้ที่ต่ำมาก ไม่ได้อยู่ในระดับ 2A ที่แปลว่า น่าจะทำให้เกิดมะเร็ง

หากใครที่กังวลเรื่องเสาสัญญาณ สัญญาณมือถือจากเสาสัญญาณไม่ได้ปล่อยออกมามากเกินมาตรฐาน ก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราได้แน่นอน จากผลการสำรวจของ กสทช. ร่วมกับ พระจอมเกล้าลาดกระบัง พบว่า ค่าการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสถานีฐานในระยะ 400 เมตร "ต่ำกว่าขีดจำกัดมาตรฐานที่กำหนดไว้มาก" คือวัดได้น้อยกว่า 5% ของมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ค่าอัตราการดูดซับพลังงานจำเพาะที่บริเวณศีรษะ ก็มีค่าต่ำกว่าขีดจำกัดมาตรฐานอย่างมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานการวิจัยจากต่างประเทศบางส่วน ที่ระบุว่าสัญญาณโทรศัพท์มือถือมีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็เป็นงานวิจัยที่ยังมีจุดบกพร่อง และยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับ 100% ดังนั้นเราจึงยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า สัญญาณมือถือสามารถก่อมะเร็งได้จริง

 iStock

สัญญาณมือถือ อันตราย

แม้ว่าจะไม่ได้ก่อมะเร็งชัดเจนอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาณมือถือไม่อันตรายเลย เพราะสัญญาณมือถืออยู่ในกลุ่มของคลื่นในกลุ่มไอโอไนท์  คือ กลุ่มความร้อน ดังนั้นเมื่อใช้โทรศัพท์มือถือแนบหูนานๆ ก็อาจเป็นอันตรายต่อระบบสมองให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้ เช่น เครียด หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือคลื่นไส้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ เพราะเพียงเสี้ยววินาที เราอาจพลาดจนเกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิตได้

 

สัญญาณมือถือ ไม่น่ากลัวเท่า แบตมือถือ

ที่น่ากลัวกว่า คือแบตเตอรี่มือถือ ที่บางชนิดผลิตมาไม่ได้มาตรฐาน เมื่อใช้งานนานๆ หรืออยู่ในระหว่างชาร์จไฟ อาจเกิดการบวม ชำรุดเสียงหาย ไหม้ หรือระเบิดได้อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในข่าว

ดังนั้นถึงแม้ว่าการนอนข้างๆ โทรศัพท์ อาจไม่ได้ก่อมะเร็ง หรือสมองเสื่อม แต่ก็ไม่แนะนำให้วางมือถือใกล้หัวนอน ใกล้หมอน เพราะนอกจากจะเสี่ยงอุบติเหตุแบตมือถือระเบิดแล้ว แสงจากหน้าจอ เสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ ยังรบกวนการนอนหลับของเราอีกด้วย ทางที่ดี ควรนำมือถือไปชาร์จให้ไกลจากเตียงนอนจะดีกว่าค่ะ



3


เราก็เป็นคนหนึ่งที่ใส่แว่นมาตลอดตั้งแต่เด็กค่ะ สายตาสั้นตั้งแต่จำความได้ โตมาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นคอนแทคเลนส์ แต่ก็เบื่อกับการใช้คอนแทคเลนส์ทุกวัน เดินทางข้ามคืนทีไรก็ต้องคอยถอดเข้าถอดออก เผลอหลับทั้งคอนแทคเลนส์ก็เคย (ซึ่งไม่ดีมากๆ) หลังจากเริ่มเห็นตัวเลขราคาค่าทำเลสิกลดลงจากแต่ก่อนมาก ก็เลยเริ่มสนใจที่จะทำมากยิ่งขึ้น

ใครอยากทำเลสิก ตามมาทางนี้เลยค่ะ

 

เลสิก คืออะไร?

จริงๆ แล้วเลสิกเป็นหนึ่งในชื่อของวิธีผ่าตัดแก้ไขสายตาวิธีหนึ่ง เป็นวิธีที่มีมานานและเป็นที่นิยมมากที่สุด การผ่าตัดแก้ไขสายตาจะมุ่งเน้นไปที่การใช้เลเซอร์เจียรความโค้งของกระจกตาด้านใน ให้แสงตกกระทบแล้วโฟกัสที่จอประสาทตาได้พอดี (เพราะคนที่มีปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียง เป็นเพราะแสงตกกระทบไม่ตรงจุดโฟกัส)

 

เลสิก มีกี่ประเภท?

การผ่าตัดแก้ไขสายตามีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวีธีที่ใช้ และความเหมาะสมกับสภาพดวงตาของเรา ส่วนใหญ่วิธีที่ใช้จะแตกต่างกันตรงที่วิธีเปิดชั้นกระจกตาบน ก่อนเจียรความโค้งของกระจกตาต่อไป

    PRK

PRK (Photorefractive Keratectomy) เป็นการรักษาสายตาสั้น ยาว เอียง ด้วยเลเซอร์ ไม่มีการแยกชั้นกระจกตา แต่จะขูดชั้นผิวบนของกระจกตาออก แล้วค่อยเจียรกระจกตาอีกทีด้วยเลเซอร์

ข้อดี เหมาะกับผู้ที่มีชั้นกระจกตาบางมาก (เพราะไม่มีการแยกชั้นกระจกตา) กระจกตาถลอกง่าย หรือตาแห้งกว่าปกติ และราคาถูกที่สุด

ข้อเสีย อาจมีอาการเคืองตามากกว่าวิธีอื่น (เฉลี่ยอยู่ที่ 3 วัน) ใช้เวลาในการฟื้นตัวของแผลนานกว่าวิธีอื่นด้วย และไม่สามารถใช้วิธีนี้กับคนที่มีค่าสายตาสั้นกว่า 400 ขึ้นไป

ราคา 3x,xxx-4x,xxx บาท

 

    LASIK

LASIK (Laser-Assisted In-situ Keratomileusis) หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า เลสิก จะใช้มีดเปิดชั้นกระจกตา แล้วค่อยเข้าไปเจียรกระจกตาด้านในให้ได้ความโค้งที่เหมาะสมด้วยเลเซอร์ การเปิดชั้นกระจกตาจะมีรอยตัดเหมือนเปิดฝาถ้วยเยลลี่ ฝาปลากระป๋อง โดยจะมีส่วนที่ยังติดอยู่ที่เดิมเล็กน้อย มีรอยกระจกตาเปิดออกมาราว 90-95%

ข้อดี การฟื้นตัวของแผลเร็วกว่าวิธี PRK

ข้อเสีย รอยผ่าบนกระจกตายังไม่เล็กมากเท่ากับวิธี Femto และไม่เหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบาง

ราคา 3x,xxx-4x,xxx บาท

 

    SBK

SBK หรือ Sub-Bowman’s Keratomileusis เป็นอีกวิธีที่รวมเอาข้อดีของ PRK และ LASIK เข้าไว้ด้วยกัน โดยวิธีนี้จะสามารถตัดชั้นกระจกตาได้บางลงกว่าวิธี LASIK ปกติ ลดอาการเจ็บ และลดความไม่แข็งแรงของกระจกตาหลังผ่าตัดได้มากขึ้น

ข้อดี ทำลายกระจกตาน้อย ลดอาการตาแห้งได้มากขึ้น คนที่มีกระจกตาบาง บางคนอาจใช้วิธีนี้ได้ และเหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาผิดปกติมาก และคนที่ไม่สามารถใช้วีธี LASIK ได้

ข้อเสีย รอยผ่าบนกระจกตายังไม่เล็กมากเท่ากับวิธี Femto และหากเผลอกลอกตาระหว่างการเปิดกระจกตา ต้องรอทำใหม่อีก 6 เดือน

ราคา 3x,xxx-4x,xxx บาท (ราคาจะเท่ากัน หรือใกล้เคียงกันกับวิธี LASIK)

 

    Femto

Femto (Femtosecond Laser) มีวิธีทำคล้ายกับวิธี LASIK แต่จะใช้เลเซอร์ชนิดพิเศษเพื่อทำการรักษาในทุกขั้นตอน กล่าวคือไม่ได้ใช้มือของหมอถือใบมีดในการเปิดชั้นกระจกตา แต่จะใช้เลเซอร์เป็นตัวเปิด และเจียรความโค้งของกระจกตาด้วย เมื่อทุกขั้นตอนใช้เลเซอร์ทั้งหมด จึงมีความแม่นยำสูงมากกว่าวิธี LASIK

ข้อดี มีความแม่นยำสูงกว่าวิธี PRK และ LASIK กระทบกระเทือนกระจกตาน้อยกว่า เปิดกระจกตาได้อย่างนุ่มนวล เรียบเนียนเสมอกันมากกว่า ระคายเคืองตาน้อย ลดความเสี่ยงของตาแห้งหลังผ่าตัด ผู้ที่มีกระจกตาบาง ตาเล็ก สามารถใช้วิธีนี้ได้  เห็นชัด 70-80% หลังผ่า หากเผลอกลอกตาสามารถทำใหม่ได้ทันที

ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

ราคา 7x,xxx-9x,xxx บาท

 

    SMILE

SMILE (Small-Incision Lenticule Extraction) เป็นการใช้เลเซอร์ตัวเดียวกับวิธี Femto (คือ Fentosecond Laser) ทุกขั้นตอน แต่จะไม่เปิดชั้นกระจกตา เพียงแค่ใช้เลเซอร์เจียรผิวกระจกตาให้มีลักษณะคล้ายเลนส์ทรง Pie จึงทำให้แผลที่กระจกตามีขนาดแค่ 2-5 มิลลิเมตรเท่านั้น เล็กกว่าแผลที่เกิดจากวิธี LASIK ถึง 10 เท่า (วิธี LASIK อาจมีแผลยาวถึง 20 มิลลิเมตร)

ข้อดี แผลเล็กกว่า ใช้เวลารวดเร็วกว่า กระทบกระเทือนกระจกตาน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า ระคายเคืองตาน้อยกว่า และผลข้างเคียงทั้งหมดน้อยกว่า ผู้ที่มีกระจกตาบาง ตาเล็ก ใช้วิธีนี้ได้ เห็นชัดทันทีหลังผ่าตัด ไม่ต้องฉีดยาชา ไม่ต้องเย็บแผล

ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด และใช้เวลาในการผ่าตัดนานกว่าทุกวิธีที่ผ่านมา

ราคา 7x,xxx-9x,xxx บาท

 

ข้อควรรู้ก่อน-หลังทำเลสิก

    ใครที่ใส่แว่นสายตาเป็นประจำ สามารถเข้ารับการตรวจสายตาก่อนทำเลสิกได้เลย ใครที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิด soft lens ต้องหยุดใส่อย่างน้อย 3-4 วัน และใครที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิด hard lens ต้องหยุดใส่อย่างน้อย 7 วัน ก่อนเข้ารับการตรวจสายตา เพราะคอนแทคเลนส์อาจเข้าไปกดกระจกตา ทำให้การวัดค่าสายตาไม่แม่นยำได้ อย่าลืมเอาแว่นสายตาของตัวเองไปด้วย

    ในวันตรวจสายตา และวันที่ทำเลสิกงดการแต่งหน้าบริเวณดวงตา คิ้ว หรืออาจจะไม่แต่งหน้าเลยก็ได้ (บางคนได้ทำในวันเดียวกันเลย)

    หลังผ่าตัดอาจลืมตาไม่ค่อยขึ้น แสบตา เคืองตาเล็กน้อย และอาจยังมองเห็นไม่ค่อยชัด (ในบางวิธี) ควรมีคนอื่นช่วยขับรถให้ หรือพาส่งกลับบ้าน และถ้าเป็นไปได้ควรทำในช่วงวันหยุดติดกัน 2-3 วัน

    คนที่มีกระจกตาบาง ตาเล็ก หลังผ่าตัดอาจมีเลือดคั่งในดวงตาเล็กน้อย เกิดจากการกระทบกระเทือนของกระจกตาขณะทำการผ่าตัด แต่เลือดจะค่อยๆ จางหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์

    หากตาสู้แสงไม่ไหว ให้สวมแว่นกันแดด และอาจลดการขับรถ หรือขับรถอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    ช่วงแรกๆ อาจมีปัญหาตาแห้ง ควรหยอดยาตามแพทย์สั่ง หรือทุกครั้งที่รู้สึกตาแห้ง

    วิธี Femto และ SMILE จะเห็นชัดทันทีหลังผ่าตัด แต่อาจจะเห็นเหมือนมีหมอกควันจางๆ เล็กน้อย

    หยอดน้ำตาเทียม ยาฆ่าเชื้อตามที่แพทย์สั่ง

    ห้ามให้ดวงตาโดน หรือสัมผัสกับน้ำเป็นเวลา 7 วัน ดังนั้นอาจจะสระผมเองไม่ได้ ล้างหน้าห้ามให้น้ำโดนดวงตา

    หลัง 7 วันสามารถทำทุกอย่างได้ตามปกติ ทำกิจกรรม เล่นกีฬาต่างๆ ได้ แต่งดกีฬา และกิจกรรมทางน้ำทุกชนิด เช่น ว่ายน้ำ ดำน้ำ เป็นเวลา 1 เดือน

 

ทั้งนี้ ใครที่มีกระจกตาหนา ตาไม่แห้ง สายตาสั้น ยาว เอียงไม่มาก และไม่มีความผิดปกติอะไร จะสามารถเลือกวิธีใดในการรักษาก็ได้นะคะ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของคุณหมอด้วยค่ะ



หน้า: [1]